วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

17 ก.ย. 2554 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพมหานคร


 สัมมนาวิชาการประจำปี 54 สภาที่ปรึกษาฯ ชูประเด็นเด่น "การเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน"
  
 
  
วันที่ข่าว : 17 ก.ย. 2554
แหล่งที่มา : 

 

วันนี้ (17 ก.ย.) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) จัดการสัมมนาวิชาการประจำปี 2554 ในหัวข้อ "การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AC) ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากแต่ละภาคส่วน ต่อประโยชน์และผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมในเกือบทุกมิติ รวมถึงการน้อมนำแนวทางพระราชดำริ เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพมหานคร
โดยมีนายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาฯ, นายสมควร รวิรัช รองประธานสภาที่ปรึกษาฯ คนที่หนึ่ง, นางภรณี 
ลีนุตพงษ์ รองประธานสภาที่ปรึกษาฯ คนที่สอง, คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ, สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ และ ผู้เข้าร่วมการสัมมนา จากทุกภาคส่วน กว่า 1,000 คน ร่วมการสัมมนาในครั้งนี้
ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี กล่าวเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" มีใจความสำคัญดังนี้
การเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงต้องระดม "พลังความคิด พลังความร่วมมือและการบูรณาการ จากทุกภาคส่วน" ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานจากภาครัฐ หน่วยงานจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา กลุ่มองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นักวิชาการ และสื่อมวลชน ซึ่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเวทีและกลไกหนึ่งของสังคม ที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ให้ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภายในปี 2548 ภายใต้การน้อมนำแนวคิด "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ในปี 2540 ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ ตั้งแต่ระดับบุคคลครอบครัว ชุมชน สังคม ระดับประเทศ หรือระหว่างประเทศ เพื่อความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และมีความมั่นคงในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกอย่างรอบด้าน
"ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางสายกลางที่สอดคล้องเหมาะสมกับวิถีความเป็นอยู่ของคนไทย ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประชาชนทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร และระดับประเทศได้ โดยจะต้องมีความพอประมาณ มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งในการดำเนินการต่างๆ นั้น จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาประยุกต์ใช้ และให้มีกลไกในการดำเนินการ และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ ที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร  มีสติปัญญา และความรอบคอบจึงจะทำให้การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "แนวทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน" โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกล่าวว่า
ในปี 2558 หรืออีกเพียงประมาณ 3 ปี กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย  ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ที่มีการพัฒนาความสัมพันธ์กันมาอย่างต่อเนื่อง จะเข้าสู่ระดับความร่วมมือที่สูงขึ้น คือ การเป็น "ประชาคมอาเซียน" ประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ
(1) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
(2) ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน
(3) ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
ทั้งนี้ การดำเนินการของไทยในส่วนนี้จะเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ โดยในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก สำหรับเรื่องประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยมีข้อผูกพันซึ่งให้ต้องเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน อาทิเช่น การค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ และการดำเนินงานตามความร่วมมือรายสาขาอื่นๆ เช่น ความร่วมมือด้านเกษตรอาหาร และป่าไม้ ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
รัฐบาลตระหนักดีถึงความสำคัญของการรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียน หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความมั่นคง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น อาทิ การดำเนินกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมความรู้ ความตระหนัก เรื่อง การเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน การเตรียมความพร้อมในการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงการเปิดเสรีให้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะเดียวกัน มีการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยมีการสร้างเครือข่ายทั้งกับหน่วยงานภาครัฐ กับผู้ประกอบการ รวมทั้งสถาบันการศึกษา
โดยสรุป การเป็นประชาคมอาเซียน จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จะมีประเด็นว่าจะมีการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อการเป็นประชาคมอาเซียนเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะมองหาโอกาสและประโยชน์อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับ สร้างความเข้มแข็ง
 แนวทางเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็คือ การที่เราจะต้อง "รู้- รับ- ปรับตัว"
รู้ หมายถึง ตระหนัก รู้ถึงความเป็นประชาคมอาเซียน รู้ถึงความเป็นไป และสิ่งที่จะเกิดขึ้น
รับ หมายถึง ยอมรับว่า การเป็นประชาคมอาเซียนจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรับตัว หมายถึง การที่เราจะต้องมีการพัฒนา ปรับปรุง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเข้มแข็ง ความสามารถในการแข่งขันแก่ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรมนุษย์ ทุน เทคโนโลยี และมองหาโอกาสการใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงของภูมิภาค นี้
เราจะต้องพัฒนาภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม จะต้องมีการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในสถาบันการศึกษาที่จะเติบโตมาในยุคของความเป็นประชาคมอาเซียน ปรับปรุงพัฒนาในสิ่งที่ยังมีความอ่อนแอ เพิ่มพูนศักยภาพของปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคคลากร โครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนไปยังประเทศที่สาม ที่สำคัญ คือ ต้องมองไปในระยะยาวให้ไกลกว่าปี 2558 เพราะในปี 2558 เป็นเพียงปีแห่งการเริ่มต้น
โดยในตอนท้ายนั้น รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้ทุกท่าน มีความมั่นใจว่า รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้อง จะร่วมดำเนินงานกันในเชิงบูรณาการ อย่างเต็มความสามารถ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน เป็นสำคัญ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และความมั่นคง
และการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ประชาคมอาเซียน" โดย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยสรุปเนื้อหาได้ดังนี้
กว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา ประเทศในอาเซียนมีความร่วมมือกันในด้านต่างๆ ร่วมกัน ทั้งด้านการค้าเสรี (AFTA), การลงทุน แต่ความร่วมมือยังมีความหละหลวมอยู่มาก ต่อมาความสำคัญของอาเซียนในสายตาของยุโรปลดลง ในขณะที่การประชุม APEC เริ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุโรป อาเซียนจึงกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง โดยการกำหนดเป้าหมายในการเป็นประชาคมอาเซียน (AC) ภายในปี 2558 มีการพูดถึงสามเสาหลักคือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน, ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และประชาคมความมั่นคงอาเซียน
สิ่งที่ท้าทายในอาเซียนคือ ประเทศอาเซียนยังขาดความตระหนักของการเป็นประชาคมอาเซียนในหัวใจ ประเทศไทยนั้นเกือบจะเป็นอันดับสุดท้ายในการสำรวจความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ซึ่งตนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ
ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ
หลัก 3 ห่วง 1) ต้องมีความพอประมาณ 2) มีความสมเหตุสมผล 3) มีภูมิคุ้มกันตนเอง และใน 2 เงื่อนไข คือ 1) มีความรู้ และ  2) มีคุณธรรม ซึ่งหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไขนี้จะต้องนำมาบูรณาการร่วมกันในการเป็นประชาคมอาเซียน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์โลกมองเห็นว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถช่วยป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าประเทศมีเศรษฐกิจดี คนในประเทศก็จะใช้จ่ายมาก มีการลงทุนมาก เมื่อไม่มีความพอประมาณ ไม่มีสมเหตุสมผล และไม่มีภูมิคุ้มกันตนเอง ก็ทำให้เศรษฐกิจเกิดฟองสบู่ เหมือนดังที่เกิดขึ้นในอดีต ในขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจฝืดเคือง ไม่มีการลงทุน ไม่มีการใช้จ่าย ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจฝืดเคืองหนักยิ่งขึ้น แต่หากใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจดีหรือฝืดเคือง หากมีการลงทุนอย่างพอประมาณ มีความสมเหตุสมผลและมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ก็จะสามารถทำให้ประเทศพัฒนาไปได้ โดยที่เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก
"ผมมองว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นภูมิปัญญาตะวันออก เป็นการเดินทางสายกลางอย่างมีสติ และผมถือว่าเป็นเรื่องดีที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและประชาคมอาเซียนมาวิเคราะห์ร่วมกัน และผมอยากจะฝากสภาที่ปรึกษาฯ ที่จะพิจารณาเรื่องนี้สู่รัฐบาลไว้ 2 ข้อ คือ ประการแรก เราจะร่วมมืออย่างไรให้ประชาชนมีความตระหนักในการเป็นประชาคมอาเซียน ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอาเซียนร่วมกัน ประการที่สอง เราต้องให้ทุกองคาพยพใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการวางนโยบายทั้ง 3 เสาหลัก ให้ประชาคมอาเซียนเป็นประชาคมของประชาชน ให้ประเทศไทยอยู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างพอเพียง พอดี และมีภูมิคุ้มกันให้พี่น้องประชาชนทุกคน" นายสุรเกียรติ์กล่าว
                โดยการเสนอแนวทางและข้อคิดเห็นต่างๆ ที่ได้จากการสัมมนาในครั้งนี้ สภาที่ปรึกษาฯ จะได้นำไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ จัดทำเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
               
----------------------------
 
กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ
สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
โทร. 02 141 3248 - 53




เผยสามี 9 ใน 10 ขี้เมา! "เพื่อนหญิง" ชี้เหล้าตัวกระตุ้นหลัก "ซ้อมเมีย"


 
เผยสามี 9 ใน 10 ขี้เมา! "เพื่อนหญิง" ชี้เหล้าตัวกระตุ้นหลัก "ซ้อมเมีย"


       มูลนิธิหญิง-สสส. เผยผลวิจัยชี้ สังคมยังขาดความเท่าเทียม สร้างความชอบธรรม ให้สามีใช้กำลังทุบตีภรรยา เหล้า มีส่วนกระตุ้นให้เกิดคดีร้ายแรงขึ้น พบสามี 9 ใน 10 ขี้เมา ก๊งเหล้าประจำ ตัวการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ส่งผลให้ผู้หญิงพลั้งมือฆ่าสามี แนะภาครัฐควรเร่งทำความเข้าใจ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวฯ ให้แก่ อปท. -ชุมชนทั่วประเทศ
       
       วันนี้ (17ก.ย.)ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กทม. โครงการสุขภาวะผู้หญิง โดยมูลนิธิผู้หญิง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีสรุปบทเรียนและนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการสุขภาวะผู้หญิง เพื่อเสวนาระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการทำงานของโครงการสุขภาวะผู้หญิงในระยะที่สอง
       
       โดยน.ส.นภามน รุ่งวิทู ในฐานะบรรณาธิการผู้รับผิดชอบเรียบเรียงข้อมูล จากผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ที่ทางคณะวิจัยของ หน่วยจัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัว รพ.รามาธิบดี มาผลิตเป็นหนังสือบทเรียนชีวิตคู่ กล่าวว่า งานวิจัยเรื่อง การดำเนินคดีหญิงต้องคดีฆ่าสามีอันสืบเนื่องจากความรุนแรงในครอบครัวนี้ ได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกหญิงต้องคดีฆ่าสามีเพราะเหตุความรุนแรงในครอบครัว 10 ราย และกลุ่มเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน อาทิ ศาล อัยการ พนักงานสอบสวน แพทย์ ทนายความ ราชทัณฑ์ ฯลฯ จำนวน 46 ราย ผลการวิจัยพบว่า 50% ของกลุ่มตัวอย่างหญิงต้องคดีฆ่าสามี เป็นวัยแรงงานอายุ 31-40 ปี ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง และมีระดับการศึกษาในระดับประถมศึกษา ทั้งนี้ สามี (ผู้ตาย) 9 ใน 10 ราย มักดื่มสุราเป็นประจำ เมื่อดื่มสุราแล้วไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ขาดสติ กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว สามีลงมือทำร้ายภรรยา ทั้งทะเลาะ ด่า ว่า ตบ ตี เตะ ต่อย เอาศีรษะโขกพื้น และมีการใช้อาวุธร่วมด้วย เช่น สามีใช้เก้าอี้ฟาด ใช้เครื่องออกกำลังกายที่ทำด้วยเหล็กตีที่ศีรษะ ใช้ค้อนทุบศีรษะ
       
       "จากการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นหญิงต้องคดีมีวิธีแก้ปัญหาเมื่อถูกทำร้ายร่างกายด้วยการปรึกษาหรือเล่าให้เพื่อน หรือญาติพี่น้องทราบเท่านั้น โดยที่ไม่เคยขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของภาครัฐหรือเอกชนเลย ต้องอดทนและช่วยตนอย่างโดดเดี่ยว ดังนั้น เมื่อถูกทำร้ายอย่างหนักจึงต้องป้องกันตนเองให้พ้นภัยอันตราย โดยมักใช้อาวุธที่ป้องกันต้องเป็นสิ่งที่พอหยิบฉวยได้ เช่น มีดทำอาหาร หรือมีดปอกผลไม้ และได้พลั้งมือทำให้สามีถึงแก่ความตาย" น.ส.นภามน กล่าว
       
       น.ส.นภามน กล่าวว่า ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม มีความรู้ความเข้าใจพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จำนวน 42 ราย และไม่ทราบ 4 ราย ขณะที่มีผู้เข้าใจความหมายของการที่หญิงถูกทำร้ายทุบตีประจำจนมีอาการทางจิตเวช (Battered Woman Syndrome) เพียง 31 ราย ไม่เข้าใจ 15 ราย จึงอาจเป็นสาเหตุให้ภรรยาที่ทำร้ายสามีจนถึงแก่ความตายถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจึงไม่ได้นำพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาใช้ในการพิจารณาคดี แต่นำกระบวนการกฎหมายอาญามาใช้เหมือนคดีอาญาทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะทำให้ภรรยาเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือวินิจฉัยอาการที่ถูกต้อง
       
       น.ส.นภามน กล่าวด้วยว่า คณะผู้วิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายดังนี้ 1.จัดอบรมความรู้ ความเข้าใจพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับ ชุมชน อบต. อบจ. 2.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงรายละเอียดของพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว เพื่อให้นำไปปฏิบัติใช้จริง 3.ควรแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ให้ครอบคลุมการกระทำผิดต่อชีวิต/ ต่อเพศ 4.จัดตั้งศูนย์/ องค์กรที่ดำเนินการเรื่องคดีปัญหาความรุนแรงโดยเฉพาะมีทีมสหวิชาชีพเข้าร่วม และจัดตั้งกองทุนประกันให้เป็นกองทุนอิสระที่สะดวกในการขอรับบริการ 5.จัดสถานที่เฉพาะและมีเจ้าหน้าที่ในการดูแลฟื้นฟูด้านจิตใจ และ 6.จัดระบบคัดกรองความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงในครอบครัวแก่ผู้ป่วยที่ใช้บริการในสถานพยาบาลทุกระดับ
       
       ด้านน.ส.ช่อทิพย์ ชัยชาญ ผู้จัดการโครงการสุขภาวะผู้หญิง กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เพื่อช่วยแก้ปัญหาผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว โดยเน้นการสร้างความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ สหวิชาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชน มาร่วมแก้ปัญหาช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ เนื่องจากพบปัญหาสำคัญคือ ขาดความเข้าใจในบทบาทตามกฏหมาย รวมทั้งอคติทางสังคมที่มองว่าเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้น งานวิจัยเรื่องการดำเนินคดีหญิงฆ่าสามีอันสืบเนื่องมาจากความรุนแรงในครอบครัว จึงทำให้สังคมเข้าใจว่าการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่จำเป็น

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000118513

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

"เที่ยววัด-ชมวัง" ตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง

 

"เที่ยววัด-ชมวัง" ตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง

Share



นับดาว : เรื่อง


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำคุณประโยชน์ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อบ้านเมืองนานัปการ ทรงก่อตั้งขนบประเพณีต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งทรงมีพระราชดำริให้มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าต่อแผ่นดินหลายแห่ง ที่ตกทอดมาถึงประชาชนในรุ่นปัจจุบัน 

ทางศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจมติชน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ มติชน อคาเดมี ได้จัดทำรายการท่องเที่ยว "ตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง" ขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยนำชมสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ 

โดยมี "ไกรฤกษ์ นานา" ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์รัชกาลที่ 5 และ "ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี" อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นวิทยากรในการนำทัวร์ครั้งนี้

เส้นทางการท่องเที่ยวเริ่มที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงชั้นเอกในรัชกาลที่ 5 ที่ทรงสร้างเป็นวัดประจำรัชกาล พระอุโบสถมีลักษณะพิเศษคือ ข้างนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ตกแต่งด้วยกระเบื้องเบญจรงค์เคลือบสีรูปเทพนม มีสีสันสวยงามและคงทน 

ภายในเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสมัยโกธิก งดงามลงตัวไม่แพ้กัน มีพระประธานคือ พระพุทธอังคีรส ที่เหนือพระพุทธอังคีรสมีฉัตรกางกั้นอยู่ ซึ่งฉัตรนี้เคยกางกั้นเหนือพระโกศพระบรมศพรัชกาลที่ 5 และภายใต้พระประธานยังบรรจุพระราชสรีรังคารในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 


บริเวณวัดยังมี สุสานหลวง ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระมเหสี เจ้าจอมมารดา และพระราชโอรส พระราชธิดา

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (วังหน้า) ซึ่งเดิมสถานที่นี้เคยเป็นวังหน้าในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นและมีการก่อสร้างต่อเติมเรื่อยมา 

จนกระทั่งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ (วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 5) เสด็จทิวงคต รัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดฯให้ยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยโปรดฯให้เปลี่ยนตำแหน่งผู้สืบราชสมบัติเป็นมกุฎราชกุมารแทน 

จึงเป็นเหตุให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าว่างลง พระองค์จึงโปรดฯให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานมาจัดแสดงในบริเวณนี้บางส่วน

 

 


นอกจากนี้ยังได้เข้าชม พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วังหน้าฯองค์สุดท้าย 

ภายในพระที่นั่งได้จัดแสดงพระราชอาสน์ เครื่องเรือนยุโรปและจีน ตลอดจนของสะสมต่าง ๆ 

ระหว่างนั้นเอง ไกรฤกษ์ได้บรรยายแบบเจาะลึกในเรื่อง "กรณีวิกฤตวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5" อีกด้วย

 



จุดหมายต่อไปมุ่งหน้าสู่ พระที่นั่งวิมานเมฆ ตำหนักไม้สักทองหลังใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นไฮไลต์ของทริปนี้ 

พระที่นั่งมีทั้งหมด 72 ห้อง แบ่งออกเป็นสีต่าง ๆ คือ ฟ้า เขียว ชมพู งาช้าง และสีลูกพีช ของที่จัดแสดงในแต่ละห้องล้วนเป็นเครื่องใช้ส่วนพระองค์ และศิลปวัตถุของรัชกาลที่ 5 ซึ่งยังคงงดงามและได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี 

ที่บริเวณรอบพระที่นั่งยังมีอาคารตำหนักเก่าของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เช่น ตำหนักสวนหงส์ ตำหนักสวนบัว เป็นต้น

หลังจากชื่นชมความงามจนเต็มตาแล้ว ก็เดินลัดเลาะทางด้านข้างพระตำหนักเพื่อเข้าสู่ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นพระที่นั่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นรัฐสภาของเมืองไทย แต่ก็สร้างไม่เสร็จในสมัยของพระองค์ จนมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 

พระที่นั่งแห่งนี้งดงามแบบสถาปัตยกรรมอิตาเลียน ตัวอาคารทำด้วยหินอ่อนสีขาว เพดานโดมเป็นศิลปกรรมภาพเขียนสีน้ำมันแสดงถึงพระราชกรณียกิจในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของกษัตริย์ไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-6 เขียนภาพโดยนายริกุลี่ ช่างเขียนชาวอิตาลี 

ในขณะนี้ยังมีการจัดแสดงงานศิลป์แผ่นดิน ครั้งที่ 5 จัดแสดงงานฝีมือของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ



ปิดท้ายในเวลาใกล้แสงสุดท้ายของวัน ที่ "พระบรมรูปทรงม้า" อนุสาวรีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง พร้อมกับฟังเรื่องเล่า "ตำนานการก่อสร้างและปาฏิหาริย์แห่ง ร.5" อันน่าทึ่ง...

จบทริปด้วยการสักการะพระบรมรูปทรงม้าเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต 

พร้อมกับความประทับใจมิรู้ลืม !!

 

 


ทัวร์ "ตามรอยพระพุทธเจ้าหลวง"

เดินทางวันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2554 ราคา 2,675 บาท รับจำนวนจำกัดเพียงแค่ 40 ท่านเท่านั้น
สนใจสอบถามได้ที่โทร. 0-2954-3877-85 ต่อ 2115-6 

เว็บไซต์ www.matichonacademy.com

"ไกรฤกษ์ นานา" ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ ร.5

"ไกรฤกษ์ นานา มัคคุเทศก์ชื่อดัง หนึ่งในไม่กี่คนของเมืองไทยที่มีความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 5 
ด้วยความที่สืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลชาวอินเดียที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย และเป็นหนึ่งในตระกูลที่พระองค์ท่านทรงชุบเลี้ยง จึงทำให้ไกรฤกษ์สนใจและศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง พร้อมกับเขียนหนังสือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับ ร.5 ออกมาหลายเล่ม

การจัดทริปในครั้งนี้ถือเป็นทัวร์ศิลปวัฒนธรรมเต็มรูปแบบ ที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์และนักเขียนมาเป็นผู้นำทัวร์ นอกจากจะได้พบปะนักเขียนที่ชื่นชอบแล้ว ยังได้ข้อมูลตรงจากสิ่งที่พบเห็นตลอดทริป 

ที่สำคัญยังมีเรื่องเล่ามากมาย ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำ

ข้อมูลบางอย่างไกรฤกษ์บอกว่า "เขียนไม่ได้ แต่เล่าได้" 

จุดเด่นของทริปนี้ คือ ไม่ใช่ทัวร์กับบริษัททัวร์ธรรมดา ไม่ใช่การเที่ยวแบบไร้สาระ แต่เป็นการท่องเที่ยวที่ได้เห็นของจริง พร้อมกับข้อมูลเชิงลึกจากผู้รู้จริง 

และนี่คือครั้งแรกของการจัดทริปเจาะลึกแบบเต็มรูปแบบ...

"เกษตรสัญจร"

คนชอบเดินทาง ที่ 24 กันยายนนี้ ชวนไปเที่ยวสิงห์บุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา ไปชิมแคนตาลูป อร่อยสุดในประเทศ พบกับปราชญ์ชาวบ้าน และนมัสการอลังการพระใหญ่ที่สุดในโลก 

คนรักผลหมากรากไม้ วันที่ 29 ตุลาคม ต้องไปทัวร์นี้ เกษตรสัญจร ตอน "เที่ยวเมืองเกษตรก้าวหน้า ค้นหาของดีนครปฐม" พาไปบุกถึงก๊วนครัวอินทรีย์ของโรงแรมโรสการ์เด้น สามพราน พาเที่ยวตลาดสุขใจ ชิมฝรั่งแป้นสีทอง แสนอร่อย และมะละกอแขกดำนายปรุง อันลือลั่น



วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

Elvis Presley - King Creole (Viva Elvis Remix 2010)

HAD TO DO A VIDEO TO THIS GREAT REMIX...ENJOY.
There's a man in New Orleans
Who plays rock and roll
He's a guitar man
With a great big soul
He lays down a beat
Like a ton of coal
He goes by the name of King Creole

You know he's gone, gone, gone
Jumpin' like a catfish on a pole
You know he's gone, gone, gone
Hip shaking King Creole

When the king starts to do it
It's as good as done
He holds his guitar
like a tommy gun
He starts to growl
From way down his throat
He bends a string
And "that's all she wrote"

You know he's gone, gone, gone
Jumpin' like a catfish on a pole
You know he's gone, gone, gone
Hip shaking King Creole

Well, he sings a song about a crawdad hole
He sings a song about a jelly roll
He sings a song about pork and greens
He sings some blues 'bout New Orleans

You know he's gone, gone, gone
Jumpin' like a catfish on a pole
You know he's gone, gone, gone
Hip shaking King Creole

Well, he plays something evil
Then he plays something sweet
No matter how he plays
You got to get up on your feet

When he gets the rockin' fever
baby, heaven sakes
He don't stop playin'
'Till his guitar breaks

You know he's gone, gone, gone
Jumpin' like a catfish on a pole
You know he's gone, gone, gone
Hip shaking King Creole
You know he's gone, gone, gone
Hip shaking King Creole

เจ้าหนูกัมพูชาชอบดูดนมวัวจากเต้า ปู่ห้ามไม่ฟัง


 

วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 03:06 น.  ข่าวสดออนไลน์ 


เจ้าหนูกัมพูชาชอบดูดนมวัวจากเต้า ปู่ห้ามไม่ฟัง

 เมื่อ 10 ก.ย. เอพีรายงานเรื่องราวของเจ้าหนู วัยขวบครึ่ง ชาวกัมพูชา ชอบดูดนมวัวจากเต้า หลังจากเห็นลูกวัวทำเลยทำตามบ้าง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

 อุม เอือง ปู่ของเด็ก เล่าว่า หลานอายุ 20 เดือน ชื่อ ธา โสพัต อาศัยอยู่กับตน ที่จังหวัดเสียมราฐ หลังพ่อแม่เด็กไปหางานทำที่เมืองไทย ตนเห็นเด็กชายดูดนมจากเต้าวัวเมื่อเดือนกรกฎาคม ตอนแรกก็ดึงออกมา ไม่ให้ทำ แต่หลานร้องลั่นไม่ยอม จึงปล่อย และหลังจากนั้นก็เลยยอมให้ดูดนมวัววันละ 1-2 ครั้ง ส่วนแม่วัวไม่มีทีท่าจะรำคาญหรือทำร้าย ปล่อยให้เด็กดูดนม แต่ตนกลัวว่า อาจจะไม่ดีกับสุขภาพหลาน

 


 

Copyright 2011, The Associated Press



นักข่าวพลเมือง: ผู้เชี่ยวชาญเผยสถิติคดีหมิ่นฯ เมืองไทยปีเดียวเฉียด 500 คดี เทียบเยอรมัน 120 ปีก่อน

 นักข่าวพลเมือง: ผู้เชี่ยวชาญเผยสถิติคดีหมิ่นฯ เมืองไทยปีเดียวเฉียด 500 คดี เทียบเยอรมัน 120 ปีก่อน

เสวนากฎหมายหมิ่นฯ ที่เชียงใหม่ "เดวิด สเตร็คฟัส" เผยสถิติคดีเพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร 49 แนะขยายพื้นที่ทางสังคมพูดคุยเรื่องนี้ ด้าน "สมชาย ปรีชาศิลปกุล" ชี้ปัจจุบันโทษกฎหมายหมิ่นฯ สูงกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้ถูกฟ้องมักไม่ได้ประกันตัว-เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม ด้านผู้นำแรงงานเผยนายจ้างหยิบประเด็นความจงรักภักดี ใช้ฟ้องร้องเลิกจ้าง

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการเสวนาเรื่อง"การเมืองใน Lese Majesty Lese Majesty ในการเมือง" จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

โดยมีผู้อภิปรายคือ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปะกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.เดวิด สเตร็คฟัส ผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างประเทศ ม.ขอนแก่น ผู้เขียนหนังสือ "Truth on Trial in Thailand: Defamation, treason, and lese-majeste" (การดำเนินคดีกับความจริงในเมืองไทย: กฎหมายหมิ่นประมาท, ข้อหากบฏ, และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ดำเนินรายการโดย อาจารย์ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

หมิ่นพระบรมเดชานุภาพยุคนี้โทษหนักกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

โดย "สมชาย ปรีชาศิลปกุล" เริ่มอภิปรายว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือ มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็นกฎหมายที่มีปัญหามาก เขายกคำพูดของผู้ที่เคยต้องคดีหมิ่นคนหนึ่งที่เปรียบเทียบว่า "การมีกฎหมายนี้ เสมือนการตกอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น" และสถานการณ์นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 มาจนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนจะยิ่งแย่ลง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของ ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ รองราชเลขาธิการ ที่กล่าวไว้ในปี 2530 ปลายรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ว่าบทลงโทษของกฎหมายนี้น่าจะมีแนวโน้มลดลง หรือกฎหมายนี้อาจจะถูกยกเลิกไปเลย ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ

"สถานการณ์ปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า ความคาดหมายของท่าน ม.ร.ว.ทองน้อย ไม่จริง แต่กลับดำเนินไปในทางตรงกันข้าม จำนวนคดีหมิ่นมีมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และช่วงหลังมีการเสนอให้เพิ่มบทลงโทษด้วยซ้ำ โดยเฉพาะฟากเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองบางส่วน นอกจากนี้ จะตีความได้หรือไม่ว่า ที่เป็นเช่นนี้แสดงว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยยังไม่พัฒนาก้าวหน้า" สมชายกล่าว

เขากล่าวด้วยว่า กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ มีการแก้ไข 3 ครั้งด้วยกันโดยบังคับใช้อยู่ในช่วงสมัยต่างกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายนี้ มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่ที่น่าสนใจคือ กฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ซึ่งได้แยกความผิดเกี่ยวกับการดูหมิ่นกษัตริย์มาอยู่ในมาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษตั้งแต่ 3-15 ปี และไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่หนักกว่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ

"ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กฎหมายที่ใช้คือกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 (พ.ศ.2451) มาตรา 98 ซึ่งบทลงโทษในคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์คือจำคุกไม่เกิน 7 ปี และให้ปรับไม่เกินห้าพันบาท ต่อมาในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 การกำหนดโทษเหมือนเดิมคือไม่เกิน 7 ปี แต่ค่าปรับลดลงมาเป็นสองพันบาท"

ที่น่าสนใจคือ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีข้อยกเว้นในมาตรการอื่น ไม่ให้ถือการกระทำต่อไปนี้เป็นความผิด คือถ้าหากการกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ซึ่งถือว่าเป็นการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือแสดงความเห็นโดยสุจริต ติ ชม ตามปกติ ในบรรดาการกระทำของรัฐบาล

 

เผือกร้อนของกระบวนการยุติธรรม และ "การประกันตัว" ที่กลายเป็นเรื่องยกเว้น

นอกจากเปรียบเทียบให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบทลงโทษของกฎหมายแล้ว รศ.สมชาย ยังเห็นว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นเผือกร้อน ซึ่งเมื่อเกิดคดีขึ้นเมื่อใด บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะระมัดระวังอย่างมาก

"แม้แต่คดีที่เราดูปุ๊บก็ตอบได้ทันทีว่าผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ตำรวจยังต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง มีการโทรศัพท์มาขอความเห็นทางกฎหมายจากผม ตอนที่มาพบมากันสามคน มีเครื่องบันทึกเสียงมาด้วย พอถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ตำรวจก็บอกว่าต้องรัดกุม ถ้าสั่งฟ้องก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสั่งไม่ฟ้อง ต้องมีหลักฐานข้ออ้างอิงทางกฎหมายที่ชัดเจน เรื่องนี้ถ้าไปถึงขั้นอัยการ ก็เหมือนกันอีก มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ทำไมเราต้องทำอะไรมากมายขนาดนั้น" สมชายกล่าว

เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สิ่งที่ทำให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แตกต่างจากคดีอื่นๆ ทั่วไปคือ การประกันตัวกลายเป็นข้อยกเว้น แต่การควบคุมตัวกลายเป็นเรื่องหลัก นอกจากนี้ ในบางกรณี การดำเนินคดีกับนักเขียนที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กลับยิ่งทำให้สิ่งที่พวกเขาเขียนได้รับความสนใจ มีคนอ่านเพิ่มมากขึ้น

เช่น กรณีของนายแฮรี่ นิโคไลดส์ (Harry Nicolaides) ที่ก่อนถูกดำเนินคดี เคยเขียนหนังสือที่มีการพิมพ์เพียง 50 เล่ม ขายได้จริงแค่ 7 เล่ม แต่พอถูกดำเนินคดี ติดคุกไม่ได้ประกันตัว หนังสือของเขาก็กลายเป็นหนังสือที่คนจำนวนมากอยากอ่าน นอกจากนี้ก็ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ดังขึ้นมา เพราะว่าคนเขียนต้องหาคดีหมิ่นฯ

 

ภาวะ Prisoner's dilemma "สู้คดี" หรือ "รับสารภาพ"

สมชายกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การพิจารณาคดีในชั้นของศาล เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ที่สำคัญคือทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "Prisoner's dilemma" คือความยากลำบากในการตัดสินใจของผู้ต้องหาว่าจะสู้คดีเพื่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แล้วต้องเผชิญกับผลที่จะตามมาคือ โดนโทษหนัก หรือจะยอมรับผิด ยอมสารภาพ เพื่อให้ได้ลดโทษ อาจจะติดคุกสักปีหนึ่ง แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วติดอีกปีสองปีก็พ้นโทษ

"แต่ถ้าสู้ เท่าที่อ่านคดีที่มีการตัดสินแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีใครชนะ มีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะแพ้คดี กรณีแฮรี่ นิโคไลดส์ก็รับสารภาพเหมือนกัน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษและได้รับพระราชทานอภัยโทษ มันเกิดภาวะ "Prisoner's dilemma" จะเอาอย่างไร จะสู้ไหม สู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องคิดด้วยว่า 18 ปี หรือไม่สู้แล้วรับสารภาพ สิ่งนี้เป็นสิ่งน่าตั้งคำถามว่าปรากฏการณ์แบบนี้ หมายความว่าคนที่โดนคดีนี้แล้วตัดสินใจสู้หรือไม่สู้ ไม่ได้เกิดจากความคิดแค่ว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่ต้องคิดถึงผลที่ตามมาว่าสมควรจะสู้หรือไม่สู้ด้วย" สมชายกล่าว

 

ความเงียบของสื่อมวลชนต่อข่าวคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เขายังกล่าวถึงการตกต่ำของสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสื่อมวลชนในประเทศไทย จากการจัดอันดับขององค์กรเฝ้ามองสื่อระหว่างประเทศอย่าง Freedom House ที่จับตามองสถานการณ์เรื่องสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ที่ได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีสื่อมวลชน"กึ่งเสรี" ในปี 2553 แต่ในปี 2554 สถานภาพของสื่อมวลชนไทย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ไม่มีเสรีภาพ" ซึ่งประเทศร่วมกลุ่มเดียวกัน คือ พม่า จีน เกาหลีเหนือ และโซมาเลีย ทั้งนี้เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากตัวชี้วัดเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเรื่องสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งกฎหมายในเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

"เป็นเรื่องน่าตกใจที่เห็นแบบนี้" รศ.สมชาย กล่าว อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าสื่อสารมวลชนมีการเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้ เรามักไม่พบข่าวเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในสื่อกระแสหลัก แต่จะพบในสื่อใหม่ ประเภทหมูไม่กลัวน้ำร้อน เช่น ประชาไท แต่ส่วนใหญ่สื่อในเมืองไทย เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้

"นักข่าวบางคนบอกว่า ส่งข่าวเรื่องนี้ให้กองบรรณาธิการตลอด แต่บรรณาธิการก็บอกว่า อย่าไปทำ อย่าแตะต้อง อย่าพูดถึง" สมชายกล่าว

 

เผยมีการใช้ข้อหาไม่จงรักภักดีจนเลยเถิด ถึงขั้นยกเป็นเหตุเลิกจ้างพนักงาน

ส่วนในทางสาธารณะ ก็มีการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเลยเถิด โจมตีฝ่ายตรงข้าม ยัดเยียดข้อหาให้ทั้งที่ไม่เกี่ยว เช่น กรณีของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ที่ไม่ยืนในโรงหนัง ซึ่งถ้าจะมองก็มองได้ในแง่ที่อาจไม่เหมาะไม่ควร "แต่การไม่ยืนในโรงหนัง ไม่ได้เป็นความผิดทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

หรือกรณีคุณจิตรา คชเดช หัวหน้าสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ ที่แค่ใส่เสื้อที่เขียนว่า "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม" ไปออกรายการโทรทัศน์เมื่อปี 2551 พูดเรื่องปัญหาทำท้อง ทำแท้ง ก็ถูกบริษัทยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน เพื่อเลิกจ้างข้อหาทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง จากเหตุใส่เสื้อยืดดังกล่าว ซึ่งศาลแรงงานเห็นตามที่บริษัทอ้างว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอนุญาตให้เลิกจ้าง

สมชาย เกรงว่า หากมีการนำเอาข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไปใช้กันอย่างเลยเถิดกว้างขวางแบบนั้น ก็คงจะโดนกันหมด รวมถึงพวกที่ใส่เสื้อที่เขียนว่า "เรารักในหลวง" ด้วย เพราะอาจจะโดนกล่าวหาว่า คุณเป็นใคร เป็นเพื่อนในหลวงหรือเปล่า ที่จะมาบอกว่ารักในหลวง จะพูดยังต้องใช้ราชาศัพท์ แล้วจะมาใช้คำว่ารักกับพระองค์ท่านได้อย่างไร

 

เสนอระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุง ม.112 ต้องหยุดใช้กฎหมายนี้บ่อนทำลายประชาธิปไตย

สมชายเสนอด้วยว่าประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณากันคือ กฎหมายที่อ้างว่าใช้เพื่อป้องกันการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการคิดกันอย่างจริงจัง ว่าส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไรบ้าง และต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นอย่างไร ซึ่งถ้าหากยังมีการใช้กฎหมายแบบไม่ตรงไปตรงมาแบบนี้ และการที่ไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ที่สุดแล้วปัญหาจะสะท้อนกลับไปที่ตัวสถาบันเอง ดังจะเห็นจากการแพร่ระบาดของข่าวลือ ซึ่งไม่เคยเห็นว่ามีข่าวลือในด้านดี ถ้าไม่สามารถให้พูดในพื้นที่สาธารณะได้ ก็จะเป็นปัญหา หนังสือที่มีปัญหาถูกเซ็นเซอร์หลายเล่มก็เช่นกัน พอถูกแบน ก็มีคนอาสาแปลเป็นไทยให้ฟรี โดยไม่คิดเงิน หนังสือบางเล่มก็มีบทแปลตั้งสี่เวอร์ชั่นแล้ว

"ต้องพูดกันอย่างจริงจังว่า กฎหมายนี้ควรมีหรือไม่ หรือควรปรับปรุงอย่างไร และในขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายนี้ สิ่งที่พอจะทำได้คือ พยายามหยุดยั้งการใช้กฎหมายนี้ไปในทางที่บ่อนทำลายหลักการของประชาธิปไตย และคุกคามเสรีภาพของผู้คน" รศ.สมชายกล่าว พร้อมกับเสริมว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายนี้ ต้องใช้พลังมาก ต้องรอให้ถึงจุดวิกฤติ สังคมไทยขณะนี้อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน และคนยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนกฎหมายในเรื่องนี้ จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งคงจะทลายหลายๆ อย่างได้มาก

 

ผู้เชี่ยวชาญเผย สถิติฟ้องหมิ่นฯ ปีที่ผ่านมาเฉียด 500 ราย เท่าเยอรมันเมื่อ 120 ปีที่แล้ว

"เดวิด สเตร็คฟัส" เปิดเผยข้อมูลการเพิ่มขึ้นของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยอ้างอิงข้อมูลของศาลยุติธรรมของไทยว่า ในปีที่ผ่านมา (2553) มีการฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาจำนวนทั้งสิ้น 478 คดี เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เทียบกับปี 2552 ซึ่งมี 164 คดี และปี 2550 จำนวนทั้งสิ้น 126 คดี

"น่าแปลกใจว่าจะมีประเทศไหนอีกในโลกที่มีคดีประเภทนี้สูงขนาดนี้ ตัวเลขของไทยในรอบหนึ่งปีถือว่าสู้กับจำนวนคดีดังกล่าวในประเทศเยอรมันในรอบ 120 ปีที่ผ่านมาได้แล้ว" เดวิดกล่าว

เขากล่าวว่า จำนวนคดีเพิ่มสูงขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2549 จากสถิติของศาลยุติธรรมในระยะ 3 - 4 ปีที่ผ่านมามี 46 คดีที่ไปถึงศาลอุทธรณ์ และมี 9 คดีที่ไปถึงศาลฎีกา

นอกจากนี้ ข้อมูลของสำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่า ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมาก่อนการรัฐประหารในปี 2549 มีคดีที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยเฉลี่ย 5-6 คดีต่อปี แต่อัตราชนะแทบจะไม่มี คือมีเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

"แม้แต่ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังพูดเลยว่าหากโดนคดีประเภทนี้ก็สารภาพไปเถอะ ... ปัญหาก็คือว่า เราไม่ค่อยมีข้อมูลเท่าไหร่ว่าคนที่ถูกตั้งข้อหา หรือถูกดำเนินคดีนั้นเป็นใครกันบ้าง อาจเป็นไปได้ด้วยว่าเขาไม่อยากเปิดเผย" เดวิดกล่าว

 

ทิศทางไทยประเทศวัฒนธรรมเชิงเดียว หรือประเทศที่มีความหลากหลายในสิทธิเสรีภาพ

นายเดวิดกล่าวว่าการที่มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจำนวนมากนี้ เป็นคำถามใหญ่ที่ท้าทายว่าประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร กล่าวคือจะเป็นประเทศที่เน้น "Monoculture" (วัฒนธรรมเชิงเดี่ยว) หรือจะเป็นประเทศที่มี "ความหลากหลายในสิทธิเสรีภาพในการพูด"

ฝรั่งโดยทั่วไปมองประเทศไทยในแง่ดี แม้ว่าจะมีข้อมูลที่แสดงว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทยกำลังมีปัญหา เช่นในการจัดอันดับขององค์กร Reporters Without Borders (ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน) ที่จับตามองเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ พบว่าลำดับของประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ กล่าวคือ จากอันดับ 59 ในจำนวน 167 ประเทศ ในปี 2547 มาเป็น อันดับที่ 130 ในจำนวน 175 ประเทศในปี 2552 และอันดับ 153 ในจำนวน 178 ประเทศในปี 2553 ติดอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่ำที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า เริ่มจะมีการใช้พื้นที่ที่พูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นมากขึ้น ซึ่งเขาเห็นด้วยว่าน่าจะมีการขยายพื้นที่เช่นว่านี้ให้มีมากยิ่งขึ้น ที่กรุงเทพฯ มีมาก แต่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่มีเวทีพูดคุยลักษณะเช่นที่จัดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านที่อีสานไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

"ชาวบ้านในภาคอีสาน ที่ผมได้พูดคุยด้วย พวกเขารู้เรื่องมาตรา 112 ดีทีเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีงานของกลุ่มเสื้อแดง และมีการขอให้ลงชื่อเกี่ยวกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา 112 ชาวบ้านก็กล้าลงชื่อ พวกเขาเข้าใจว่าที่ผ่านมามีการนำมาตรา 112 ไปใช้เป็นอาวุธทางการเมือง"

"น่าจะมีการจัดเวทีพูดคุยแสดงความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของคนในสังคมว่า การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หรือเรื่องที่ทำให้เครียด หรืออาจจะใช้วิธีแบบที่ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์เสนอ คือทำโพลสอบถามความเห็นแบบในสวีเดนเลยก็ได้"

 

แนะการฟ้องร้องควรมีหน่วยงานกลั่นกรอง ไม่ให้มีผู้นำกฎหมายหมิ่นฯ ไปใช้เป็นอาวุธ

เดวิด สเตร็คฟัส กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐบาลและคนสำคัญในสังคมเริ่มเห็นความสำคัญของปัญหา สองปีก่อนมีการตั้งกรรมการชุดหนึ่งที่มีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อที่จะทางเลือกแทนการฟ้องคดี อาจจะใช้แนวทางอื่นๆแทน แต่การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า นอกจากนี้มีกลุ่มนิติราษฎร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่พยายามเสนอหลายแนวทางในการแก้ไขมาตรา 112 อาทิเช่น การให้สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย เช่นเดียวกับที่ในประเทศนอร์เวย์ ที่การฟ้องคดีหมิ่นต้องให้กษัตริย์เป็นผู้ยินยอมให้มีการฟ้อง หรือในประเทศเนเธอร์แลนด์ที่การฟ้องคดีนี้ ต้องผ่านการเห็นชอบของกระทรวงยุติธรรมก่อน ทั้งหมดนี้ เพื่อเป็นการกลั่นกรองในระดับหนึ่ง เพื่อยับยั้งไม่ให้ใครนำเอากฎหมายเรื่องนี้ไปใช้เป็นอาวุธ

 

สมชายไม่เชื่อน้ำยา "เพื่อไทย" จะแก้กฎหมาย ชี้การเปลี่ยนแปลงอยู่ที่พลังทางสังคม

ในช่วงที่เปิดให้ผู้ร่วมประชุมอภิปราย สมชาย ตอบคำถามที่มีผู้ถามว่า ถ้าหลังการเลือกตั้ง แล้วพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล คิดว่าจะทำให้เกิดการยกเลิกกฎหมายนี้ได้หรือไม่ โดยสมชายตอบว่า ไม่แน่ใจ เพราะไม่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยพูดเรื่องนี้ชัดเจนแต่อย่างใด อีกอย่างกฎหมายนี้พร้อมที่จะถูกใช้ประโยชน์เพื่อใครก็ได้ ดังนั้น อย่าฝากความหวังไว้กับการเมืองตัวแทน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ ขึ้นกับพลังทางสังคมมากกว่า

 

"จิตรา คชเดช" เผยมีการใช้เรื่องความจงรักภักดี ฟ้องร้องเพื่อทำลายการรวมกลุ่มคนงาน

ด้าน น.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งร่วมฟังการเสวนา ได้อภิปรายว่า ตอนที่ไปฟังศาลแรงงานมีคำตัดสินนั้น ตนถูกหาว่า "ไม่มีวิญญาณประชาชาติไทย" โดยที่ศาลอ้างว่า คำว่าไม่มีจิตวิญญาณประชาชาติไทยนั้น ตามพจนานุกรมหมายถึง ประชาชนคนไทยให้ความเคารพ ยกย่อง เทิดทูนพระมหากษัตริย์ แต่พอตอนที่ตนไปขอคัดคำตัดสินที่เป็นลายลักษณ์อักษร ศาลก็ตัดถ้อยคำที่กล่าวหาตนเช่นนี้ออกไป

"ศาลแรงงานเห็นด้วยกับบริษัทที่อ้างว่าดิฉันทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง บริษัทยืนยันว่าเลิกจ้างดิฉันเพราะว่ามีทัศนคติที่ไม่จงรักภักดี เช่นวันจันทร์ บริษัทให้ใส่เสื้อเหลืองก็ไม่ใส่ วันที่สมเด็จพระพี่นางสวรรคตให้ใส่เสื้อดำก็ไม่ใส่ ตอนที่บริษัทให้พนักงานลงชื่อถวายพระพรในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดิฉันก็ไปลงชื่อ แต่บริษัทก็อ้างว่าเธอไม่จริงใจ เพราะใส่เสื้อลายสก็อตมา" น.ส.จิตรา กล่าว

"โดยส่วนตัวยืนยันว่าต้องยกเลิกกฎหมายมาตรานี้ เพราะทุกวันนี้ กลายเป็นว่าตัวกฎหมายถูกหยิบมาใช้กับคนที่คิดว่าใช้กฎหมายอื่นๆ จัดการแล้วไม่ได้ผล

 

สมชายเห็นต่าง ม.ร.ว.อคิน ชี้แก้กฎหมายหมิ่นฯ คือพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพ คนละเรื่องกับการยกเลิกสถาบัน

ในช่วงของการถามตอบ นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ ตั้งคำถามวิทยากรว่า เห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวของ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ซึ่งกล่าวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งตอนหนึ่งระบุว่า

"ผมไม่รู้ว่า พวกที่ออกจากป่าคิดยังไง มีหลายคนเคียดแค้นสถาบัน คิดว่า สถาบันมีส่วนเกี่ยวข้อง มีความแค้นอยู่ในใจ มีความคิดจะต่อสู้ ผมคิดว่า ถ้าเมืองไทยไม่มีสถาบันกษัตริย์จะลำบากมาก คนไทยจะฆ่ากันมากขึ้น เมื่อก่อนสยามประเทศจะมีหลายเผ่าพันธุ์ แต่มาอยู่ร่วมกันเพราะสวามิภักดิ์ต่อสถาบันเดียวกัน … ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เมืองไทยก็ไม่ต่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แถบนั้นคนฆ่ากันตายเยอะ ฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา ลึกๆ แล้วคนไทยต้องการความสงบและเลื่อมใสพุทธศาสนา แต่องค์กรพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในบ่วงทุนนิยม"

โดยสมชาย ตอบคำถามนี้ว่า การที่พูดเรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ เป็นแต่เพียงการพูดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เกี่ยวกับการล้มสถาบัน

 

ตั้งข้อสังเกต การโยงเรื่องแก้ ม.112 กับกาล้มสถาบันฯ เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้

นอกจากนี้การที่มองว่า คนที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ เพราะเคียดแค้นสถาบันนั้นก็ไม่ใช่ เพราะตนเองก็เรียกร้องให้มีการแก้ไข และตนก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม หรือได้รับผลกระทบอะไรจากเหตุการณ์ในตอนนั้น ส่วนที่ยกเหตุผลว่า ถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้วจะเป็นเหมือนฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียนั้น คงต้องมองว่า ประเทศที่เขาไม่มีสถาบันนี้ และไม่มีการรบกันก็มี บางครั้งการหยิบยกตัวอย่างอะไรขึ้นมา ก็มีการเลือกในส่วนที่สนับสนุนความคิดของเรา "สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทัศนะที่ผมเชื่อก็คือ สถาบันที่สำคัญทุกอย่างต้องถูกตรวจสอบ สถาบันที่ตามไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมจะเสียหายมาก"

อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเชื่อมโยงการแก้ไขมาตรา 112 เข้ากับข้อหาล้มล้างสถาบันนั้นเป็นเรื่องที่พึ่งเกิดมาเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งแม้แต่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง เมื่อ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อดีตอธิการบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (เสียชีวิตเมื่อปี 2553) ร่วมลงชื่อให้แก้ไขมาตรานี้ ก็มีใบปลิวว่อนในคณะ กล่าวหาว่าอาจารย์ท่านนี้ต้องการล้มล้างสถาบัน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในมหาวิทยาลัย ก็มีคนที่เชื่อการเชื่อมโยงเช่นนั้น ซึ่งการแยกคนออกเป็นพวกว่า พวกหนึ่งรักชาติ พวกหนึ่งอยากทำลายชาติ การแยกแบบนี้ อันตรายเพราะทำให้มองว่าคนอีกพวกนั้นไม่ใช่คนไทย

มีผู้ตั้งคำถามด้วยว่า ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทย ในเว็บไซต์วิกิลีคส์ ที่เป็นการให้ข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศในไทย เช่นนายอีริค จี จอห์น (Eric G. John) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่ให้ข้อมูลว่ามีบุคคลสำคัญเข้าข้างเสื้อเหลืองนั้น เจ้าหน้าที่ทางการไทยสามารถดำเนินการเอาผิดได้กับทูตได้หรือไม่ หรือทำไมไม่ดำเนินการเอาผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่เป็นการกระทำผิดในประเทศไทย เรื่องนี้ นายเดวิด อธิบายว่า ถ้าจะมีการจับกุม ข้อมูลจะต้องถูกเผยแพร่ก่อน และผู้ที่เผยแพร่ข้อมูล จะเป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดี ประเด็นเดียวกันนี้ อ.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลไปสู่สาธารณะ จึงจะถือเป็นความผิด แต่ถ้าทูตพูดในพื้นที่ส่วนบุคคล ก็ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะกระทำได้

 

วิดีโอคลิปส่วนหนึ่งจากการอภิปรายหัวข้อ "การเมืองใน lese majesty, lese majesty ในการเมือง" 
เมื่อ 24 มิถุนายน 2554 ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่