วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

ล้อมกรอบ ล้อมปราบ เผาบ้านเผาเมือง จลาจลโรงน้ำตาล : กรณีจีนตั้วเหี่ยเมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓


ล้อมกรอบ ล้อมปราบ เผาบ้านเผาเมือง จลาจลโรงน้ำตาล : กรณีจีนตั้วเหี่ยเมืองฉะเชิงเทรา สมัยรัชกาลที่ ๓

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:00:05 น.
















นนทพร อยู่มั่งมี


         สมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นยุคที่ไทยมีความสัมพันธ์กับจีนโดดเด่นยุคหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ สะท้อนจากอิทธิพลด้านต่างๆ ของชาวจีนในไทยทั้งด้านทางการเมือง เศรษฐกิจ และงานศิลปะ จนประหนึ่งว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและสวยงาม แต่กระนั้นบางเหตุการณ์กลับสะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์อย่างตรงกันข้ามด้วยปฏิบัติการอันรุนแรงระหว่างกัน ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขบริบทของเหตุการณ์แห่งยุคสมัยโดยเฉพาะกรณี จีนตั้วเหี่ยเมืองฉะเชิงเทรา หรือการจลาจลของชาวจีนเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๑ ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามขั้นเด็ดขาดจากภาครัฐ และยังแสดงถึงปฏิกิริยาของชาวสยามที่มีต่อชาวจีนซึ่งกำลังรุ่งเรืองภายใต้เศรษฐกิจเพื่อการส่งออกในขณะนั้น
    
  ชาวจีน : จักรกลทางเศรษฐกิจของรัฐ  
          รัฐบาลสมัยต้นรัตนโกสินทร์ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเน้นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก และส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากบ้านเมืองเริ่มฟื้นตัวจากการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา โดยมีเจ้านาย ขุนนาง และ เจ๊สัวราษฎรผู้มีทรัพย์ เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างคับคั่ง แตกต่างจากยุคกรุงศรีอยุธยาที่รัฐมุ่งทำกำไรจากสินค้าหลากหลายชนิดจากดินแดนต่างๆ ที่ส่งผ่านกรุงศรีอยุธยา และเป็นการผูกขาดอยู่กับการค้าสำเภาของหลวงเป็นหลัก ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบทางการค้ามีผลต่อชนิดของสินค้าที่เน้นสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตมากขึ้น เช่น ข้าวและน้ำตาล เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกอย่างมาก ขณะที่ยุคก่อนหน้านี้สินค้ายังคงเน้นผลผลิตที่ไม่ต้องแปรรูปมากมายจำพวกของป่าเป็นสำคัญ (๑)

ภายใต้เศรษฐกิจเพื่อการส่งออกรัฐต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดโลก ขณะเดียวกันรัฐยังต้องการแรงงานสำหรับพัฒนาการสาธารณูปโภค เช่น ขุดคลอง ไปจนถึงการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ แต่รัฐก็ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งจากการสูญเสียจากสงครามที่มีอย่างต่อเนื่อง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และการเบียดบังไพร่พลของบรรดามูลนาย(๒) หรือแม้แต่ตัวของระบบไพร่เองก็เป็นสิ่งพันธนาการไพร่ไว้กับมูลนาย จนยากที่ไพร่จะไปประกอบอาชีพอิสระได้เต็มที่ ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลต้นรัตนโกสินทร์จึงมีทั้งการผ่อนคลายการเกณฑ์แรงงาน ลดเวลาเข้าเวรรับราชการของไพร่ และใช้แรงงานรับจ้างมากขึ้น ซึ่งเริ่มปรากฏในรัชกาลที่ ๒ (๓) ซึ่งแรงงานที่สำคัญสมัยนี้ได้แก่แรงงานชาวจีน

         การหลั่งไหลของแรงงานชาวจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการ ทั้งจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองของราชวงศ์ชิง และการลุกฮือขึ้นต่อต้านของประชาชน เช่น กรณีกบฏไต้เผง (พ.ศ. ๒๓๙๑-๒๔๐๘) ทางการจีนได้ปราบปรามราษฎรอย่างรุนแรง ขณะที่จีนต้องประสบปัญหาความอดอยากในประเทศ รวมทั้งภัยจากการรุกรานของชาติตะวันตก เป็นผลให้จีนต้องเปิดเมืองท่า ๔ เมือง ได้แก่ เอ้หมึง ฝูโจว หนิงโป และเซี่ยงไฮ้ ตามสนธิสัญญานานกิงเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๕ (หลังจากนั้นต้องเปิดเมืองท่าทั้งหมดตามสนธิสัญญาเทียนสิน พ.ศ. ๒๔๐๓) ขณะเดียวกันชาวตะวันตกยังนำวิทยาการด้านการขนส่งทางทะเลด้วยเรือกลไฟ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการอพยพของชาวจีนไปยังดินแดนต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย (๔)

         ชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์มีแนวโน้มมากขึ้น เช่นที่ 
จอห์น ครอว์เฟิด ซึ่งเดินทางเข้ามาสมัยรัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า เรือสำเภาที่บรรทุกสินค้าไปขายจะบรรทุกคนจีนเข้ามาถึงลำละ ๑,๒๐๐ คน (๕ ) หรือในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีคนจีนอพยพเข้ามายังกรุงเทพฯ ถึงปีละ ๑๕,๐๐๐ คน จากนั้นจึงกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ (๖)

          รัฐบาลยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ต้องการแรงงานชาวจีนจำนวนมากเพื่อใช้ในการก่อสร้าง เช่น การขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนาก เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๐ หรือคลองแสนแสบในเวลาต่อมา (๗) รวมไปถึงถาวรวัตถุต่างๆ ทั้งปราสาทราชวังและวัดวาอาราม ทั้งนี้เป็นเพราะชาวจีนผู้อพยพส่วนหนึ่งเป็นช่างฝีมือหรือไม่ก็เป็นผู้ชำนาญการในศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น กลุ่มช่างฝีมือชาวจีนแคะมาจากตำบลถงอัน มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งอพยพเข้ามาในรัชกาลที่ ๓ (๘) บรรดาผู้ชำนาญการหลากหลายประเภทล้วนเป็นที่ต้องการของทางราชการ อาทิ ช่างก่ออิฐ ช่างทำอิฐ (๙)  ช่างต่อเรือ ช่างไม้ การเดินเรือ และทำน้ำตาล (๑๐)

         บรรดาชาวจีนในเมืองไทยส่วนหนึ่งเข้าสู่ระบบราชการไทยด้วยการเป็นข้าราชการมีบรรดาศักดิ์ เช่น เจ้าภาษีนายอากร มีอำนาจเต็มที่ในการเรียกเก็บภาษีจากราษฎรตามประเภทในเขตซึ่งตนประมูลได้ (๑๑) คนจีนในกลุ่มนี้ พยายามปรับตัวเข้าหาชาวสยามŽ ดังนั้นชาวจีนดังกล่าวจึงพร้อมที่จะสละอัตลักษณ์ของตนอย่างการตัดเปียบุตรชาย และให้บุตรชายบวชพระ พร้อมกับปฏิบัติพิธีกรรมตามอย่างคนไทย ผลก็คือ ชาวจีนซึ่งเคยยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติตนก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นชาวสยามโดยสิ้นเชิง (๑๒)

         ขณะที่ชาวจีนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นจักรกลที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก บทบาทที่โดดเด่นของชาวจีนในทางเศรษฐกิจสะท้อนจากบันทึกของ นาย ดี.อี. มัลลอค (D.E. Malloch) พ่อค้าชาวอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๔ สำหรับสยามเองคงไม่เจริญก้าวหน้ามาได้อย่างทุกวันนี้หากปราศจากชาวจีนในประเทศ (๑๓) และด้วยคุณลักษณะของชาวจีนที่เป็น ชนชาติที่ขยันขันแข็ง เงียบขรึม และสู้งานหนักประกอบกับ ชาวจีนนั้นหมกมุ่นแต่ในเรื่องธุรกิจของตนและวิธีหาเลี้ยงครอบครัว ชอบคิดแต่ในเรื่องการต่อสู้หรือแสวงหาอาชีพอื่นๆ (๑๔) ดังนั้นจึงพบชาวจีนมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกมาตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

          การผลิตเพื่อการส่งออกล้วนแต่มีชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่ เช่น การปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาล ซึ่งคนจีนเป็นผู้นำพันธุ์อ้อยเข้ามาพร้อมทั้งความเชี่ยวชาญการทำน้ำตาลจากพืชชนิดนี้ จนทำให้กิจการดังกล่าวมีคนจีนเป็นเจ้าของกิจการและแรงงานจำนวนมาก นอกจากนี้คนจีนยังปลูกพริกไทยและยาสูบในระดับส่งออกเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น กิจการเหมืองแร่ดีบุกทางภาคใต้ล้วนแต่ใช้แรงงานและดำเนินการด้วยชาวจีน รวมไปถึงอุตสาหกรรมต่อเรือสำเภา ซึ่งสัมพันธ์กับการค้าต่างประเทศโดยตรงอีกด้วย (๑๕)

         บทบาทของชาวจีนในช่วงเวลาดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงการค้าภายในด้วยการเป็นพ่อค้านำสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนกับผลผลิตของท้องถิ่นกับบรรดาราษฎร ขณะเดียวกันก็นำสินค้าจากเมืองจีน เช่น ชา พัด ร่มกระดาษ ธูป เข้าไปยังผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน (๑๖)

         รัฐบาลยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวจีนอย่างมหาศาล ทั้งในรูปของภาษีอากรจากบรรดาแรงงานชาวจีนซึ่งจ่ายเป็นตัวเงินเรียก ผูกปี้ แทนการเกณฑ์แรงงานตามระบบไพร่ของไทย ขณะที่รัฐยังได้ภาษีจากแรงงานในรูปของภาษีฝิ่น ซึ่งแรงงานชาวจีนนิยมสูบมาก อีกทั้งรัฐอาศัยชาวจีนในการประมูลผูกขาดภาษีหรือเจ้าภาษีนายอากร เพื่อรวบรวมรายได้เป็นตัวเงินคืนสู่รัฐ (๑๗) สำหรับสินค้าการเกษตรก็มีการเก็บภาษีจำนวนมากจากการปลูกอ้อยและยาสูบ (๑๘)

         นับได้ว่าชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการเป็นจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกให้ดำเนินไปในทิศทางที่ก่อประโยชน์แก่รัฐบาลยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างอเนกอนันต์ แต่กระนั้นรัฐบาลก็ประสบปัญหาการควบคุมความสงบเรียบร้อยของชาวจีน โดยเฉพาะกรณีจีนตั้วเหี่ย ซึ่งมีอย่างต่อเนื่องในสมัยรัชกาลที่ ๓ จนทางการต้องปราบปรามขั้นรุนแรง เช่น จีนตั้วเหี่ยเมืองฉะเชิงเทรา อันเป็นผลกระทบอีกด้านหนึ่งจากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวในสมัยนี้

   น้ำตาล : สินค้าส่งออกที่สำคัญของลุ่มน้ำบางปะกง  
         สินค้าส่งออกที่ขึ้นชื่อสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างหนึ่งคือน้ำตาลที่ผลิตจากอ้อย เป็นสิ่งที่ชาวจีนนำเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทย เริ่มปรากฏหลักฐานการปลูกอ้อยเพื่อทำน้ำตาลส่งออกประมาณปี พ.ศ. ๒๓๕๓ ซึ่งอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ครั้งนั้นส่งออกได้กว่า ๖,๐๐๐ หาบ (๑๙) ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบอร์นี่ พ.ศ. ๒๓๖๙ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการส่งออกน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น เช่น ปี พ.ศ. ๒๓๘๗ มีปริมาณส่งออกถึง ๑๑๐,๐๐๐ หาบ (๒๐) ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก โดยมีลูกค้าสำคัญคืออเมริกาและอังกฤษ (๒๑)

         การปลูกอ้อยเพื่อสามารถผลิตน้ำตาลส่งออกปริมาณมหาศาลเช่นนี้จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่และแรงงานผลิตจำนวนมาก ทั้งนี้สอดคล้องกับรูปแบบการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียช่วงระยะเวลาเดียวกัน ที่กำลังเปลี่ยนไปภายหลังชาติตะวันตกเข้ามายึดครองดินแดนต่างๆ เป็นอาณานิคมของตน ซึ่งมีการใช้ประชาชนในชนบทมาเป็นแรงงานทำไร่ขนาดใหญ่ เช่นที่ ศรีลังกา แหลมมลายู และอินเดียตอนเหนือ ภายใต้การลงทุนของอังกฤษ นอกจากนี้มีการทำไร่พืชเศรษฐกิจในชวา อินเดียตะวันออก พร้อมกับมีการเพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมืองของประเทศอาณานิคมทั้งหลาย การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้สร้างตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าข้าวและพืชอาหารอื่นๆ อีกด้วย (๒๒)

         แหล่งผลิตน้ำตาลที่สำคัญอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีเมืองสำคัญคือสมุทรสาคร นครชัยศรี ในเขตลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเมืองสมุทรสงคราม ราชบุรี ในเขตลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร และเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนดโดยชาวสยามมาแต่เดิม ขณะที่น้ำตาลจากอ้อยมีกรรมวิธีซับซ้อนกว่ามากอันเป็นความเชี่ยวชาญของชาวจีน ภาครัฐให้การส่งเสริมกิจการนี้ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางออกตรวจตราดูแลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งตรวจทำบัญชีจำนวนไร่อ้อยและโรงหีบเพื่อที่จะประเมินการส่งเสริมกิจการนี้ตามจำนวนที่เป็นจริงซึ่งมีหลายสิบโรงในขณะนั้น (๒๓)

         ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งซึ่งรุ่งเรืองด้วยไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยมีเมืองฉะเชิงเทราเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำตาลของพื้นที่แห่งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมืองฉะเชิงเทรามีความสำคัญทางเศรษฐกิจจากการเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล ข้าว ผลเร่ว ใบจาก และพืชผลอื่นๆ ส่วนการเมืองนั้น เมืองฉะเชิงเทรามีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันชายฝั่งทะเลตะวันออกเนื่องมาจากสงครามระหว่างไทยและเวียดนาม หรือสงครามอานามสยามยุทธ ที่กินเวลาถึง ๑๔ ปี (๒๔) ทำให้มีการสร้างป้อมปราการและขุดคลองจากหัวหมากไปบางขนาก (๒๕) ที่อยู่บริเวณเมืองฉะเชิงเทราเพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกองทัพ เมืองแห่งนี้จึงเป็นค่ายพักระหว่างทางของกองทัพไทย (๒๖)

          ต่อมาจึงมีราษฎรเข้ามาอาศัยนับหมื่นคน รวมทั้งชาวจีนอพยพเข้ามาปลูกอ้อยและทำโรงน้ำตาลที่เมืองแห่งนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐได้ให้ความสนใจก่อสร้างโรงงานน้ำตาลของหลวงขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยให้พระยาวิเศษฦาไชย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรานำงบประมาณทางการไปจัดซื้อยอดอ้อย เพื่อป้อนไร่อ้อยของรัชกาลที่ ๓ ที่เมืองพนัสนิคม พร้อมกับจ้างแรงงานชาวจีน และตระเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ แต่ต้องขาดทุนเนื่องจากการทุจริตของข้าราชการ และการขาดประสบการณ์ทางธุรกิจ (๒๗) แตกต่างจากชาวจีนที่มีความเชี่ยวชาญการผลิตน้ำตาลทุกขั้นตอนเป็นทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ สำหรับแรงงานชาวจีนนอกจากดูแลวัตถุดิบที่ใช้ทำน้ำตาลแล้วยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตน้ำตาล เช่น เครื่องหีบอ้อย (ลูกหีบ) พลั่ว จอบ เสียม กระทะ ขณะเดียวกันบุคลากรอื่นๆ ในโรงงาน อาทิ หัวหน้าคนงาน เสมียน และผู้จัดการ ต่างก็เป็นชาวจีนทั้งสิ้น (๒๘) ความสำคัญของชาวจีนในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่เมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏจากบันทึกของสังฆราชปาลเลอกัวซ์ ได้มาเยือนเมืองแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๑ ความว่า

         เมืองแปดริ้ว ที่นี่มีกำแพงเชิงเทิน อันภายในเป็นที่ตั้งจวนของเจ้าเมือง ส่วนราษฎรนั้นอยู่เรียงรายกันไปทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำ มีพลเมืองรวมทั้งสิ้นราว ๑๐,๐๐๐ คน ทั้งจังหวัดเป็นที่ราบใหญ่อุดมไปด้วยนาข้าว สวนผลไม้และไร่อ้อย มีโรงหีบอ้อยไม่ต่ำกว่า ๒๐ โรง ซึ่งเจ้าของเป็นคนจีน ข้าพเจ้าพักอยู่กับจีนคริสตังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเถ้าแก่ใหญ่โรงน้ำตาล จึงอยู่ในสถานะที่พอจะพรรณนาความได้ถูกต้อง ที่ริมฝั่งแม่น้ำเราจะเห็นฟืนกองพะเนินเทินทึก ๒-๓ กอง สูงตั้ง ๑๕-๒๐ เมตร ใกล้ๆ กองฟืนนั้น มีโรงหลังคากลม มีควายสองตัวดึงกว้านลูกหีบทำด้วยไม้แข็งสองลูกให้หมุนขบกันเพื่อบดลำอ้อย น้ำอ้อยไหลลงในบ่อซีเมนต์ ด้านหลังโรงหีบก่อเป็นเตาอิฐรูปร่างคล้ายๆ กับหอคอย ชั้นบนของเตานี้มีแท่งเหล็กใหญ่ขวางอยู่ ๓ ท่อน เป็นที่ตั้งหม้อขนาดมหึมา ๓ หม้อ เชื่อมถึงกันด้วยการโบกปูน เมื่อสุมไฟแรงแล้วเคี่ยวน้ำอ้อยในหม้อเหล่านี้จนงวดแล้วเทลงเก็บไว้ในกรวยดิน วันรุ่งขึ้น เขารินน้ำตาลแดงออกแล้วฟอกด้วยดินเหนียวแฉะๆ ได้น้ำตาลซึ่งค่อนข้างขาวมาก การเคี่ยวน้ำตาลแดงกับฟองของมันอีกครั้งหนึ่ง ก็ยังได้น้ำตาลอีกเป็นจำนวนมาก ในที่สุดกากน้ำตาลแดงนั้นจะถูกส่งไปที่โรงต้มกลั่นสุรา เพื่อผสมเข้ากับปูนขาวใช้ในการโบกตึก บ่อกากน้ำตาลนั้นตั้งอยู่กลางแจ้ง เพราะฉะนั้น จิ้งจก หนูและคางคกมักจะตกลงไปตายกลายเป็นแช่อิ่มอยู่ในนั้นมากมาย โรงใหญ่ๆ สองโรง กว้างยาวตั้งโรงละ ๕๐ เมตร ยังไม่ค่อยพอที่จะบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ของโรงหีบได้หมดสิ้น ซ้ำยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกคนงานตั้ง ๒๐๐ คนอีกด้วย ภายในโรงใหญ่โรงหนึ่งนี่เอง ข้าพเจ้าได้ประกอบพิธีกรรมต่อหน้าบุคคล ๒๐๐ คน ให้สมาทานรับศีลเข้ารีตใหม่ (๒๙)

         บันทึกดังกล่าวนอกจากให้รายละเอียดถึงจำนวนประชากร จำนวนโรงน้ำตาล ตลอดจนขั้นตอนการผลิตแล้ว ยังกล่าวถึงจำนวนคนงานที่ใช้ผลิตน้ำตาลซึ่งมีความสำคัญมากจนเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นจีนคริสตังได้ให้คนงานของตนทั้งหมดรับศีลเข้ารีตจากสังฆราชปาลเลอกัวซ์ นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ควบคุมแรงงานให้อยู่กับตนได้นานๆ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจึงมีส่วนทำให้เกิดการรวมตัวของคนจีนจำนวนมาก มิหนำซ้ำในกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีนมีธรรมเนียมช่วยเหลือกันภายในกลุ่มของตนจนสามารถสร้างอิทธิพลระหว่างกลุ่มชาวจีนด้วยกัน หรือแม้แต่กับภาครัฐซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ในเบื้องต้นจนเกิดกรณีจีนตั้วเหี่ยครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองฉะเชิงเทราช่วงปลายรัชกาลที่ ๓
    
  สถานการณ์จีนตั้วเหี่ยในรัชกาลที่ ๓   
          ชาวจีนที่อพยพเข้าไปในต่างถิ่นมักมีการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ ทั้งการประกอบอาชีพ การปกป้องภัยให้แก่กลุ่ม การช่วยเหลือสงเคราะห์กันในยามที่เกิดภัยพิบัติ ไปจนถึงการต่อต้านขุนนางท้องถิ่นและเจ้าที่ดินซึ่งกดขี่ข่มเหง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเมื่ออยู่ในประเทศจีนซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล อำนาจของรัฐบาลกลางไปไม่ถึงราษฎรชาวจีนจึงจำเป็นต้องดูแลตนเองและพวกพ้องภายในกลุ่ม และคงลักษณะเช่นนี้ยามเมื่ออยู่ต่างแดน (๓๐)
         ชาวจีนในไทยก็มีการรวมกลุ่มกันตามชาติพันธุ์และภาษาอันบ่งบอกถึงถิ่นฐานที่จากมาทั้ง จีนกวางตุ้ง แคะ ไหหลำ และแต้จิ๋ว โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือระหว่างกันในหมู่แรงงานเป็นหลัก และมักมีการตั้งหัวหน้าที่ได้รับความนับถือกันในกลุ่มเรียกว่า ตั้วเหี่ย ในภาษาแต้จิ๋ว หรือคำ ตั้วก่อ ในภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า พี่ใหญ่ ซึ่งคำนี้ใช้กันในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำ อั้งยี่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ (๓๑)

          บรรดากลุ่มตั้วเหี่ยในสมัยรัชกาลที่ ๓ มักกระจายอยู่ตามพื้นที่ซึ่งสัมพันธ์กับเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะในเขตลุ่มแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญ ดังนั้นจึงพบว่า ปัญหาที่เกิดจากจีนตั้วเหี่ยมักเกิดในบริเวณเหล่านี้

         การที่วัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การเน้นการช่วยเหลือกันภายในกลุ่มพวกพ้องอาจส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของภาครัฐ เนื่องจากหลายครั้งจีนตั้วเหี่ยดำเนินการไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนจนกระทบกระทั่งกับกลุ่มอื่นกลายเป็นการวิวาทระหว่างกันทำให้ทางการต้องปราบปราม เช่น กรณีจีนตั้วเหี่ยครั้งแรกในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ที่เมืองจันทบุรีเกิดจากการวิวาทระหว่างจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋ว (๓๒)

          อีกหลายครั้งจีนตั้วเหี่ยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง ดังในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ เกิดจีนตั้วเหี่ยที่เมืองนครชัยศรีและเมืองสาครบุรี มีสมัครพรรคพวกประมาณ ๑,๐๐๐ คน เที่ยวตีชิงเรือลูกค้า และเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ จีนตั้วเหี่ยบริเวณหัวเมืองตะวันตกรวมตัวกันเป็นโจรสลัดตีชิงเรือลูกค้าสัญจรระหว่างเมืองปราณบุรีถึงเมืองหลังสวนจนไม่มีเรือลำใดกล้าแล่นผ่านบริเวณนี้ แต่ภายหลังทั้ง ๒ กลุ่มถูกทางการปราบปรามในที่สุด (๓๓)

         ขณะเดียวกันปัญหาการค้าฝิ่นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บรรดาจีนตั้วเหี่ยเข้าไปพัวพัน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของแรงงานชาวจีน ทางราชการได้ปราบปรามอย่างหนักดังในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ มีการยึดฝิ่นจากหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกจำนวนกว่า ๓,๗๐๐ หาบ ก่อนส่งมาเผาทำลายที่หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ อีกทั้งทางการได้ปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่ค้าฝิ่นด้วย เช่น การปราบปรามกลุ่มชาวจีนที่ปากน้ำบางปะกงเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๗ และในปี พ.ศ. ๒๓๙๐ เกิดจีนตั้วเหี่ยที่เมืองสาครบุรี ครั้งนั้นพระยามหาเทพ (ปาน) ซึ่งเป็นแม่ทัพถูกปืนถึงอนิจกรรม ส่วนฝ่ายจีนตั้วเหี่ยถูกปราบอย่างราบคาบเสียชีวิตกว่า ๓๐๐ คน (๓๔)
    
 จลาจลจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา 
         ความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจสมัยรัชกาลที่ ๓ เกิดขึ้นโดยมีชาวจีนเป็นจักรกลสำคัญ แต่เวลาเดียวกันทางการต้องประสบปัญหาจากบรรดาจีนตั้วเหี่ยเกือบตลอดรัชกาล และหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ การจลาจลของจีนตั้วเหี่ยที่เมืองฉะเชิงเทรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๑ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากกว่าครั้งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้
         ข้อมูลของเหตุการณ์นี้พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ระบุว่า อ้ายจีนเสียงทอง จีนบู๊ คบคิดกันตั้งตัวเป็นจีนตั้วเหี่ยเข้าปล้นเมืองฉะเชิงเทรา สังหารพระยาวิเศษฦาไชย เจ้าเมืองตายในที่รบ ก่อนจีนกลุ่มนี้จะถูกทางการปราบปรามในที่สุด (๓๕) โดยมิได้กล่าวถึงสาเหตุของเหตุการณ์ไว้ แต่จากวิทยานิพนธ์ของ ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล เรื่อง สมาคมลับอั้งยี่ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๔๕๓ อาศัยข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุสมัยรัชกาลที่ ๓(๓๖) ช่วยเติมเต็มลำดับเหตุการณ์จากพระราชพงศาวดารให้สมบูรณ์มากขึ้น

         เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากชนวนความบาดหมางระหว่างจีนเสียงทองและแขวงจันเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๐ ครั้งนั้นอำแดงส้มจีนจัดงานศพนายเที่ยงสามี จีนสินทองเอาคณะงิ้วไปแสดงช่วยในงาน เมื่อชาวจีนในเมืองฉะเชิงเทราทราบข่าวจึงพากันไปดูงิ้ว ขณะเดินทางมาถึงหน้าบ้านแขวงจัน จะข้ามสะพานตรงไปยังวัด บริวารของแขวงจันออกมาชักไม้กระดานสะพานออกเสีย พวกคนจีนไม่ยอมจึงพากันไปหยิบไม้มาทอดสะพานข้ามอีกครั้ง แต่บริวารของแขวงจันรีบเข้ามาแย่งไม้กระดานนั้นจนเกิดการวิวาทกันขึ้น เหตุการณ์สงบลงเบื้องต้นเนื่องจากหลวงยกกระบัตรซึ่งเข้ามาช่วยงานศพได้มาไกล่เกลี่ยจนเลิกรากันไป

          ต่อมานายลอย บุตรแขวงจันเข้าฟ้องร้องต่อพระยาวิเศษฦาไชย เจ้าเมืองฉะเชิงเทรา กล่าวหาจีนเสียงทองและพรรคพวก ๒ ประการ คือ จีนเสียงทองและพรรคพวก ๖๐ คน วิวาททุบตีพวกแขวงจัน อีกทั้งจีนเสียงทองและพรรคพวกเป็นตั้วเหี่ยมีสมาชิกประมาณ ๑๙๐ คน ส่วนทางฝ่ายพระยาวิเศษฦาไชย มีคำสั่งให้จับจีนเสียงทองและพรรคพวกอีก ๑๐๐ คน แต่จีนเสียงทองไม่อยู่จึงส่งหลานชายมาแทน ในบรรดาชาวจีนที่ถูกจับนั้นบางคนไม่ได้รู้เห็นกับการวิวาทเลย ปรากฏว่าพระยาวิเศษฦาไชยและกรมการกลับใช้อำนาจเรียกขู่เอาเงินจากชาวจีนที่ถูกจับมาคนละ ๕-๑๐ ตำลึง ชาวจีนที่เสียเงินให้ก็จะถูกปล่อยตัว ส่วนที่ไม่มีเงินจะเสียก็ถูกจำตรวนกักขัง จีนเสียงทองต้องเสียเงินจากคดีครั้งนี้ไปถึง ๔ ชั่ง จึงยุติคดี

จีนเสียงทองและพรรคพวกโกรธแค้นการกระทำของพระยาวิเศษฦาไชยจึงไปเกลี้ยกล่อมชาวจีนกลุ่มต่างๆ ให้เข้าร่วมต่อต้านขุนนางเหล่านี้ ดังในคำพูดกล่าวว่า กรมการข่มเหงหนักเหลือทน จะเป็นตายอย่างไรก็ตามทีเถิด เรามาคิดกันทำตั้วเหี่ยหาพวกให้มาก เล่นกับกรมการสักครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าจีนเสียงทองสามารถชักชวนจีนทุกกลุ่มภาษาในเมืองฉะเชิงเทราทั้งจีนแต้จิ๋ว แคะ ฮกเกี้ยน และไหหลำ มาเป็นกำลังของตน หลังจากนั้นจึงเริ่มดำเนินการทันที
         ตอนเช้าวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ พ.ศ. ๒๓๙๑ จีนเสียงทองให้จีนบู๊ลูกน้องคนสนิทคุมชาวจีนประมาณ ๕๔๐ คน เข้าตีโรงน้ำตาลของหลงจู๊ฮี สังหารจีนฮอซึ่งมีตำแหน่งทางราชการที่ขุนกำจัดจีนพาล และเป็นพี่ชายของหลงจู๊ฮี และตอนเย็นของวันเดียวกันจีนเสียงทองสั่งให้จีนเอียง จีนตู จีนบู๊ จีนเสง และจีนซุนเตีย เป็นหัวหน้าคุมกำลังพลจำนวน ๑,๒๐๐ คน เข้าตีเมืองฉะเชิงเทรา ในเวลานั้นพระยาวิเศษฦาไชยกับกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ติดราชการที่เมืองกระบิล เหลือแต่กรมการผู้น้อยรักษาเมืองไว้แต่แพ้พวกจีนตั้วเหี่ยจึงหลบหนีทิ้งเมืองไป

          เมื่อจีนตั้วเหี่ยเข้าเมืองได้แล้วก็จุดไฟเผาบ้านหลวงยกกระบัตร กรมการ และเผาบ้านเรือนราษฎรอีกหลายหลัง จากนั้นหัวหน้าจึงจัดกองลาดตระเวนทั้งสี่มุมเมือง พอวันรุ่งขึ้นจีนเสียงทองได้เข้าเยี่ยมบรรดาลูกน้องของตนพร้อมกับให้จัดกองกำลังไปป้องกันเมืองด้านนอกบริเวณบ้านบางคล้าและบ้านสนามจัน และสั่งให้จีนบู๊นำปืนใหญ่จำนวน ๓๕ กระบอก มาติดตั้งบนกำแพงเมืองอีกด้วย อีกทั้งยังส่งลูกน้องที่เหลือไปประจำการตามโรงหีบอ้อยต่างๆ นอกกำแพงเมือง ไม่เพียงเท่านั้น จีนเสียงทองยังมีแผนการที่จะหาคนมาเพิ่มขึ้นอีก จากนั้นจะไปตีเมืองชลบุรีเพื่อใช้เป็นทางหลบหนีออกท้องทะเลหากทางกรุงเทพฯ ส่งกองทัพมาปราบปราม

         การบุกโจมตีเมืองครั้งนี้ราษฎรชาวไทยหลบหนีลี้ภัยไปอยู่ตามป่าเป็นอันมาก แต่มีราษฎรบางส่วนที่บ้านไทรมูลซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของเมืองฉะเชิงเทรา นำกำลังเข้าโจมตีจีนตั้วเหี่ย สามารถเผาโรงน้ำตาลของหลงจู๊ไตและหลงจู๊ตั้วเถา จนกระทั่งพวกจีนบริเวณนี้บ้างต้องหลบหนีไปอยู่ในเมือง บางส่วนก็หลบหนีไปอยู่ทางตอนเหนือของเมือง
         ทางฝ่ายรัฐบาลที่กรุงเทพฯ มีคำสั่งให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ซึ่งขณะนั้นติดราชการที่เมืองสาครบุรีดำเนินการปราบปรามโดยเร็ว เจ้าพระยาพระคลังมีคำสั่งให้พระอินทรอาสา เจ้าเมืองพนัสนิคม นำไพร่พลล่วงหน้าไปก่อนและได้ปะทะกับฝ่ายของจีนเสียงทอง และสามารถขับไล่พวกจีนเหล่านี้ได้พร้อมกับเผาโรงงานน้ำตาลบางส่วนของพวกจีนตั้วเหี่ยไปด้วย แต่ทางทัพของพระอินทรอาสาก็ถูกฝ่ายหลงจู๊อะหนึ่งในจีนตั้วเหี่ยนำกำลังเข้าโจมตีจนต้องถอยหนีไปตั้งมั่นที่โคกพนมดีที่เมืองพนัสนิคม ส่วนทางฝ่ายจีนเสียงทองได้เตรียมรับมือกองทัพของทางการด้วยการขุดสนามเพลาะในเขตเมืองฉะเชิงเทรามีความยาวประมาณ ๑๐ เส้น พร้อมทั้งตระเตรียมอาวุธเป็นอย่างดี

          ต่อมากองทัพของเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ยกออกจากเมืองสาครบุรีในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ มาถึงนอกเมืองฉะเชิงเทราอีก ๒ วันต่อมา และเข้าปราบปรามจีนตั้วเหี่ยจนแตกทัพกระจัดกระจาย ทำให้จีนเสียงทองหาทางผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการซัดทอดความผิดให้จีนบู๊ว่าเป็นตัวการแต่ผู้เดียว ดังนั้นตอนเย็นของวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ จีนเสียงทองกับพรรคพวกจึงจับกุมจีนบู๊ที่เมืองฉะเชิงเทรา แล้วนำมากักขังที่โรงน้ำตาลของหลงจู๊โป๊ที่บ้านใหม่

         วันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๕ จีนเสียงทองได้วานให้ท่านหญิงหุ่น ภรรยาพระศรีราชอากร มากราบเรียนต่อเจ้าพระยาพระคลังว่า จะนำตัวจีนบู๊ตั้วเหี่ยใหญ่มาให้ลงโทษ ภายหลังจีนเสียงทองได้นำจีนบู๊มาส่งมอบให้ตามที่กล่าวไว้ เจ้าพระยาพระคลังสั่งให้จมื่นไวยวรนาถ (ช่วง บุนนาค) คุมตัวจีนบู๊ พร้อมกับจับกุมจีนตั้วเหี่ยระดับหัวหน้าคือ จีนเสียงทอง หลงจู๊โป๊ หลงจู๊ตัด หลงจู๊ยี่ หลงจู๊ชี ลงเรือเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ส่วนเจ้าพระยาพระคลังคงอยู่ในพื้นที่เพื่อปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่หลบซ่อนอยู่ต่อไป ในเวลาเดียวกันเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กลับจากราชการทางเมืองเขมรได้ผ่านมายังเมืองฉะเชิงเทราเมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ จึงช่วยเจ้าพระยาพระคลังปราบพวกจีนตั้วเหี่ย ส่วนพระยาวิเศษฦาไชยซึ่งไปราชการที่เมืองกระบิล ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็รีบเดินทางมาช่วยปราบจลาจล และถูกพวกจีนตั้วเหี่ยสังหารระหว่างการสู้รบที่บางคล้า

         ฝ่ายจีนตั้วเหี่ยเมื่อสูญเสียแกนนำแล้วก็พากันหลบหนีออกจากเมืองฉะเชิงเทราในวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ กองทัพไทยได้เข้าโจมตีและสามารถจับกุมหัวหน้าระดับรองได้หลายคน เช่น จีนห้วยเสียว จีนเน่า จีนเสง จีนตู จีนเกา จีนกีเฉาเอย จีนโผ จีนหลงจู๊อะ จีนกีเถ้าแก่สวนอ้อย และจีนลก เป็นต้น ฝ่ายราษฎรชาวไทยที่หลบหนีอยู่ตามป่าได้ออกมาช่วยต่อสู้กับพวกจีนตั้วเหี่ยและสังหารพวกจีนเหล่านี้เป็นอันมาก รวมทั้งเจ้าเมืองที่อยู่ใกล้เคียงคือ เมืองพนัสนิคมและเมืองชลบุรี ได้เข้าช่วยปราบปรามระหว่างที่พวกจีนตั้วเหี่ยหลบหนี ประมาณกันว่ามีชาวจีนเสียชีวิตกว่า ๓,๐๐๐ คน

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดนตรีกวีศิลป์ : ชมพู ฟรุทตี้(23 ก.ค.54)

พบกับบทเพลงในวันวานอันแสนไพเราะที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคนกับ สุทธิพงษ์ วัฒนจัง วันเสาร์นี้ 23 กรกฎาคม เวลา 21.10 น.

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เพลงเพื่อมวลชน

มิวสิกวีดีโอ เพลงเพื่อมวลชน ขับร้องโดย จิ้น กรรมาชน หนึ่งในคนเดือนตุลาที่ยืนเคียงข้างประชาธิปไตยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การต่อสู้เมื่อ 14 ตุลา 2516 เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีจุดยืนชัดเจนมากที่สุดในเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตย และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชน


วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 9.00 น. – 15.00 น. ณ ห้างแม็คโคร สาขาจรัญสนิทวงศ์


อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ร่วมกับ เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จัดงาน "โครงการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ครบรอบ 10 ปี ฉีดฟรี 2011 เข็ม"
วันที่ 23 เมษายน 2554 เวลา 9:00 น.
สถานที่จัดกิจกรรม     
ห้างแม็คโคร สาขาจรัญสนิทวงศ์
          บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมด้วย บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด (อาหารสุนัข SmartHeart) ผู้จัดงาน "SmartHeart Presents : Thailand International Dog Show 2011" ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร โดยทีม สส. กทม. เขต 12 นำโดย สส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ , สส.ดร. รัชดา ธนาดิเรก , สส. ชนินทร์ รุ่งแสง จัด "โครงการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ครบรอบ 10 ปี ฉีดฟรี 2011 เข็ม" สร้างปรากฎการณ์กับสถิติการฉีดวัคซีนฟรี 2011 เข็ม ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี กับงาน "SmartHeart Presents : Thailand International Dog Show 2011" 
          ในโอกาสนี้ บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ขอเรียนเชิญท่านสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน"โครงการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ครบรอบ 10 ปี ฉีดฟรี 2011 เข็ม" ในวันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 9.00 น. – 15.00 น. ณ ห้างแม็คโคร สาขาจรัญสนิทวงศ์ พร้อมพบกับขบวนคาราวานทีมสัตวแพทย์ที่ออกตระเวนฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามจุดต่างๆ สำหรับบริการน้องหมาโดยเฉพาะ ร่วมด้วยเหล่าขบวนดาราที่จะมาสร้างความบันเทิงให้กับทุกท่านนำทีมโดย ตอง - ภัครมัย ครี - พัสวีพิชญ์ อวบอ้วน ชุมสาย ณ อยุธยา ดีเจบุ๊คโกะ บ๊วย- เชษฐวุฒิ นาตาลี - เดวิส บุ๋ม-ปนัดดา ปิดท้ายด้วย โกโก้- นิรุณ ที่จะมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงสุนัข

          กำหนดการ 

          โครงการวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า "ครบรอบ 10 ปี ฉีดฟรี 2011 เข็ม"
          วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554 ณ ห้างแม็คโคร สาขาจรัญสนิทวงศ์ 

          09.00 น. ลงทะเบียนสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ

          09.50 น. สส.องอาจ คล้ามไพบูลย์ 

          ประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณงาน 

          10.00 น. พิธีกรกล่าวต้อนรับประธาน สื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติ

          - กุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหารบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน
          - ศุภกฤต อัศวชัยพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการฯ ในครั้งนี้
          - สส. องอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานกล่าวเปิดงาน

          10.20 น. ประธานในพิธี มอบของที่ระลึกให้กับ สปอนต์เซอร์ภายในงาน


          10.30 น. คุณกุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหารบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด มอบของที่ระลึกให้กับประธานในพิธี 

          10.35 น. พิธีกรกล่าวเชิญ คุณกุลวดี ประธานและแขกผู้มีเกียรติ ณ บริเวณจุดปล่อยรถเพื่อเริ่มภารกิจพิชิตวัคซีนป้องกันพิษสุนัขจำนวน 2011 เข็ม เริ่มกิจกรรมฉีดวัคซีน

          11.00 น. ร่วมพูดคุยกับเหล่าดาราในหัวข้อ "เทคนิคการเลี้ยงสุนัข" โดย 
          ตอง ภัครมัย , อวบอ้วน ชุมสาย ณ อยุธยา , โกโก้ นิรุณ , ครี พัสวีพิชญ์ 

          13.00 น. การแสดงจาก ร.ร.วัดมงคลวราราม ชุด ตรีลีลาพายัพ

          13.30 น. ร่วมพูดคุยวีรกรรมสุดฮา ของน้องหมาสุดรัก โดย 
          บุ๊คโกะ บ๊วย - เชษฐวุฒิ นาตาลี - เดวิส บุ๋ม ปนัดา 

          14.30 น. โชว์จากแชมป์ Dog's Star Search#2 ครอบครัวน้องได๋โน + น้องมุคหน๊อค

          15.00 น สิ้นสุดกิจกรรม ครบรอบ 10 ปี ฉีดฟรี 2011 เข็ม

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

โยคะภาวนากับการเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต


จาก: Thousand Stars Foundation มูลนิธิพันดารา <1000tara@gmail.com>
วันที่: 16 เมษายน 2554, 12:34
หัวเรื่อง: โยคะภาวนากับการเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต
ถึง:


ขอเชิญผู้สนใจโยคะและภาวนาร่วมกิจกรรม "โยคะภาวนากับการเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต" ในวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2554 เวลา 9:00-17:00 น. ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส สวนรถไฟ รายละเอียดหาอ่านได้ในเอกสารที่แนบมาพร้อมอีเมล์นี้

The Thousand Stars Foundation would like to invite you to participate in "Yoga for Meditation and Understanding the True Nature of Life" on Saturday, 21 May 2011, at 9:00 am - 5:00 pm, at the Buddhadasa Indapanno Archives.  Details are shown in the attachment.